TEST DRIVE : เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ บนดินแดนแห่งพระเจดีย์

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 4.50 (1 Vote)

บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เชิญ MZ-THAILAND ร่วมทดสอบรถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ เครื่องยนต์ใหม่ ดูราแม็กซ์ 2.8 ลิตร 200 แรงม้า บนเส้นทาง ย่างกุ้ง – พุกาม – มัณฑะเลย์ ประเทศพม่า 3 วัน 2 คืน รวมระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร

 

สำหรับรถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ เปิดตัวครั้งแรกในปี 2555 เป็นการรุกตลาดเซกเมนท์เอสยูวี-ดี (SUV-D) แต่ในปี 2556 รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ได้ใช้หัวใจขับเคลื่อนใหม่ คือ เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ รุ่นใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อรองรับพละกำลังที่มากกว่าเดิม โดยหลายชิ้นส่วนถูกออกแบบใหม่เพื่อความทนทานและยกระดับคุณภาพโดยรวม ทีมวิศวกรเครื่องยนต์ของจีเอ็ม ไม่ได้เพิ่มความจุของเครื่องยนต์ แต่เน้นปรับปรุงประสิทธิภาพและสมรรถนะโดยยังคงรักษาความจุไว้เท่าเดิม ขณะเดียวกัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงการใช้เครื่องยนต์ใหม่ โลโก้ “DURAMAX” จะถูกประทับอยู่ที่ประตูหน้าทั้งสองฝั่ง

เครื่องยนต์ 2.8 ลิตรรุ่นใหม่ของเทรลเบลเซอร์ ให้พละกำลังสูงสุด 200 แรงม้า (147 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ/นาที ทำให้เทรลเบลเซอร์มีพละกำลังมากที่สุดในรถระดับเดียวกัน สัดส่วนแรงบิดต่อความจุอยู่ที่ 178 นิวตันเมตรต่อลิตร เพิ่มอัตราเร่ง สมรรถนะในทางตรง ศักยภาพการลากจูงและการบรรทุกได้อย่างเต็มที่ ขณะที่พละกำลังของเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรก็เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 163 แรงม้า (120 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 380 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ/นาที

เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.8 ลิตรมีพละกำลังมากกว่าเดิม 11% และแรงบิดเพิ่มขึ้น 6% อัตราบริโภคน้ำมันดีขึ้น 4.3% ส่วนเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตร มีพละกำลังสูงขึ้น 8.6% แรงบิดมากขึ้น 9% และบริโภคน้ำมันลดลง 5.17% ทั้งสองเครื่องยนต์สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 180 กม./ชม.

รถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ที่ทางเชฟโรเลต นำไปทดสอบไกลถึงประเทศพม่านั้น คือ รุ่น LTZ1 นับเป็นรุ่นตัวท๊อป ที่มาพร้อมกับระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์เจนเนอเรชั่นล่าสุดของเชฟโรเลต รวมถึงลำโพงเก้าตัว หน้าจอทัชสกรีนขนาด 6.5 นิ้วและระบบนำทางผ่านดาวเทียม ระบบอินโฟเทนเมนท์สามารถแสดงอัลบั้ม วีดีโอ รูปภาพและเล่นดีวีดีได้ และยังมีกล้องมองหลังที่แสดงภาพด้านท้ายรถผ่านหน้าจอ 6.5 นิ้วอีกด้วย

ขณะที่ระบบช่วงล่างของรถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ คันนี้ ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับพละกำลังและแรงบิดของเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้น ยังคงใช้คอยล์สปริงสี่ล้อและระบบช่วงล่างด้านหลังแบบมัลติ-ลิงค์ที่พบได้ในรถเอสยูวีระดับพรีเมียมเท่านั้น มอบสมรรถนะการขับขี่แบบรถบอดี้ออนเฟรมเอสยูวีและให้การควบคุมที่เหนือชั้นที่สุดในระดับเดียวกับรถยนต์นั่ง การปรับแต่งคอยล์สปริงที่เหมาะสมช่วยเสริมศักยภาพการขับขี่บนทางออฟโรดผสมผสานความสะดวกสบายไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังเป็นรถเอสยูวี-ดีรุ่นแรกที่ใช้ระบบดิสก์เบรกสี่ล้อ

และรวมไปถึงระบบช่วยการขับขี่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Traction Control System (TCS) ระบบนี้จะช่วยตรวจจับล้อที่สูญเสียการยึดเกาะถนน ก่อนจะควบคุมด้วยการเบรกเพื่อลดความเร็วล้อหรือลดพละกำลังของเครื่องยนต์ลงหรือทั้งสองทาง ระบบนี้ใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจจับความเร็วล้อ , Hydraulic Brake Assist (HBA) & Panic Brake Assist (PBA) เพิ่มแรงดันน้ำมันเบรกตามความจำเป็นของสถานการณ์และช่วยเบรกกะทันหันอย่างมีประสิทธิภาพ , Electronic Brake Force Distribution (EBD) ป้องกันไม่ให้ล้อล็อกซึ่งอาจทำให้ผู้ขับขี่สูญเสียการควบคุมอย่างรวดเร็ว ระบบนี้แตกต่างจากระบบเบรกอื่นๆ เพราะสามารถกระจายแรงเบรกไปยังล้อต่างๆอย่างเหมาะสม

ระบบ Electronic Stability Control (ESC; or StabiliTrak) เพิ่มเสถียรภาพความปลอดภัยของตัวรถด้วยการตรวจจับและลดการลื่นไถล เมื่อระบบนี้ตรวจจับว่ารถสูญเสียการควบคุมจะสั่งให้เบรกทำงานเพื่อช่วยควบคุมให้ตัวรถมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ผู้ขับขี่ต้องการ , Hill Descent Control (HDC) ช่วยให้การลงเนินลาดชันมีความนุ่มนวลและควบคุมได้ง่ายดาย โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลในการเหยียบเบรก และ Hill Start Assist (HSA) ระบบนี้ป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนถอยหลังเมื่อออกตัวบนทางลาดชัน ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลในการยกเท้าจากเบรกไปที่แป้นคันเร่งด้วยความรวดเร็ว

 

TEST DRIVE

จุดเริ่มต้นของการทดสอบรถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ มีขึ้นที่โชว์รูมเชฟโรเลตในเมืองย่างกุ้ง ที่ได้ลงทุนร่วมกันระหว่างเชฟโรเลต และ แปซิฟิก อัลไพน์ ถือเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ระหว่างอัลไพน์ กรุ๊ปของสิงคโปร์ (Alpine Group) และเอเอ เมดิคัล ของพม่า (AA Medical) อัลไพน์ มอเตอร์ส (ส่วนหนึ่งของอัลไพน์ กรุ๊ป) เป็นผู้นำเข้าและผู้แทนจำหน่ายของเชฟโรเลต ในสิงคโปร์ ขณะที่เอเอ เมดิคัล เป็นหนึ่งในผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เภสัชกรรมและสารหล่อลื่นปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในพม่า การเป็นพันธมิตรช่วยให้แปซิฟิก อัลไพน์สามารถนำเสนอโซลูชั่นส์ที่ครอบคลุมสำหรับการเปิดตลาดแห่งใหม่ ทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง และเครือข่ายการจัดจำหน่าย รวมถึงความรู้และข้อมูลเชิงลึกของตลาด

การขับขี่ในวันแรกจากจุดหมายย่างกุ้งเพื่อไปพุกามรวมระยะทางประมาณกว่า 700 กิโลเมตร โดยได้ใช้เส้นทางด่วนที่ได้สร้างใหม่มาไม่นานนี้ ซึ่งทางด่วนเส้นนี้เป็นเส้นทางตรงยาวแบบไฮเวย์ 4 เลน สามารถขับไปถึงทั้งพุกาม , มัณฑะเลย์ หรือ เนปิดอว์ สำหรับถนนทางด่วนเส้นนี้เป็นพื้นผิวคอนกรีตไม่ค่อยเรียบ แม้ว่าทางด่วนเส้นนี้จะถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ 100 กม./ชม. แต่ในช่วงของการทดสอบก็พยายามชะลอความเร็วลงมาอยู่ที่ประมาณ 60 กม./ชม. แล้วลองเหยียบคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็ว

พบว่า เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.8 ลิตร ด้วยแรงบิดและแรงม้าที่เพิ่มขึ้นมานั้นทำให้มีอัตราเร่งของเครื่องยนต์ดีมากเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ตัวเก่า ขณะที่ด้วยสภาพผิวถนนไม่เรียบนั้นส่งผลให้อาการรถเด้งตลอดเส้นทาง แต่ด้วยช่วงล่างเป็นแบบคอยล์สปริงสี่ล้อและระบบช่วงล่างด้านหลังแบบมัลติ-ลิงค์ ที่ได้รับปรับเปลี่ยนให้ไม่แข็งจนเกินไป ช่วยทำให้รถมีอาการไม่เด้งมาก ขณะเดียวกันเส้นทางด่วนนี้เป็นทางตรงช่วงยาว จึงได้ลองใช้ Cruise Control แล้วพบว่าช่วยให้ขับสบายๆ อยากจะเร่งหรือลดความเร็วก็เพียงกดปุ่มบวกลบ ซึ่งวันแรกกว่าจะถึงที่พักก็มืดค่ำแล้ว

วันที่ 2 ของการเดินทางจากพุกามไปสู่มัณฑะเลย์ ใช้ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร ซึ่งจะไม่ใช้ทางด่วนไฮเวย์แล้ว แต่เปลี่ยนมาใช้เส้นทาง Local Road แทน ขณะที่การขับขี่ในทริปนี้เป็นรูปแบบคาราวาน ทำให้การขับขี่บนนถนน Local Road นั้นต้องพยายามขับชิดๆกัน เพื่อไม่ให้มีรถมาแทรกได้ และรวมไปถึงรถจักรยานยนต์ของคนพม่าที่จะขับออกมาตัดหน้าเราแบบไม่ระมัดระวัง

ถนน Local Road ในประเทศพม่าเป็นแบบ 2 เลนสวน และมีลักษณะแบบคดเคี้ยวไปมา น้ำหนักของพวงมาลัยของรถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ยังให้ความรู้สึแบบแม่นยำ ด้านช่วงล่างให้ความรู้สึกเกาะถนนโดยที่ตัวรถไม่มีอาการโคลงไปโคลงมามากนัก

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการขับขี่ระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตรในทริปนี้ คือ ระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์ ไม่ว่าจะใช้มือถือ iPhone หรือ Sumsung ไม่ว่าจะเสียบเชื่อมต่อผ่านระบบ USB หรือ Bluetooth ก็สามารถเชื่อมกันได้ง่าย ลูกเล่นไม่ซับซ้อน

สรุปโดยรวมแล้วรถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ คันนี้ กับหัวใจใหม่เครื่องยนต์ DURAMAX ที่ได้รับการปรับเปลี่ยนส่งผลให้มีอัตราเร่งที่ดีขึ้น และการปรับปรุงสมรรถนะให้รองรับกับเครื่องยนต์ตัวใหม่ ทำให้การขับขี่ในการเดินทางในพม่าครั้งนี้มีความสะดวกสบาย ด้วยราคาขายของรถเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ รุ่น LTZ1 ที่ 1,450,000 บาทให้ความคุ้มค่าในเรื่องของเครื่องยนต์ตัวใหม่ สมรรถนะ และรวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้มาแบบครบครัน

 

 

อนึ่ง จุดหมายที่น่าสนใจในพม่า

พุกาม เป็นเมืองโบราณตั้งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยทัศนียภาพของทะเลเจดีย์กว่า 2,000 องค์และอนุสาวรีย์ที่มีขนาดและรูปทรงแตกต่างกันออกไปซึ่งช่วยแต่งแต้มเส้นขอบฟ้าให้งดงามครอบคลุมพื้นที่ราว 41 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นสถานที่ที่งดงามอย่างมาก เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปและกลุ่มที่ชื่นชอบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ทุกหัวมุมถนนของเมืองพุกามจะมีวัดหรือเจดีย์ให้ชื่นชมความงาม ซึ่งในยุครุ่งเรืองของอาณาจักรพุกามระหว่างศตวรรษที่ 11 และ 13 มีเจดีย์และวัดวาอารมมากถึง 10,000 แห่งตั้งอยู่ในเมืองแห่งนี้

 

วัดอนันดา ก่อสร้างขึ้นในปีคริสต์ศักราชที่ 1091 โดยพระเจ้าจันสิทธา (King Kyansittha) หนึ่งในความมหัศจรรย์ของวัดอนันดาคือระบบหมุนเวียนอากาศตามธรรมชาติผ่านหน้าต่างที่ติดตั้งอยู่ภายในผนังอันหนาทึบ มีการติดตั้งช่องแสงอย่างเป็นระบบที่ช่วยรับแสงธรรมชาติโดยเฉพาะบริเวณที่ประดิษฐานพระพุทธรูป แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2518 สร้างความเสียหายให้แก่ผนังบางส่วนภายในวัด เปิดเผยให้เห็นถึงการก่ออิฐที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งทางการพม่าได้รักษาชิ้นส่วนที่ตกหล่นเสียหายไว้เช่นเดิมโดยไม่ซ่อมแซมเพื่อเปิดให้ผู้มาเยือนได้รับชมเทคนิคทางสถาปัตยกรรมแบบพุกาม

 

วิหารธรรมยันจี เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพุกาม สร้างขึ้นโดยพระเจ้านราธุ (King Narathu) ในปีพ.ศ.1710 เมื่อขึ้นครองราชย์บัลลังก์หลังจากลอบปลงพระชนม์พระบิดาและพระเชษฐา สันนิษฐานว่าพระเจ้านราธุ ทรงสร้างวัดแห่งนี้เพื่อไถ่บาปของพระองค์เอง  ภายในของวิหารธรรมยันจีถูกปิดกั้นด้วยก้อนอิฐ จึงสามารถเข้าได้ถึงเพียงระเบียงและเฉลียงเท่านั้น วิหารแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีสถาปัตยกรรมอันซับซ้อน

 

มัณฑะเลย์ ตั้งอยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางเหนือราว 716 กิโลเมตร อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอิรวดี มัณฑะเลย์เป็นราชธานีแห่งสุดท้ายของพม่า และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากย่างกุ้ง ไม่เพียงเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมของพม่าเท่านั้นแต่ยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สาธารณสุขและการศึกษาในภาคเหนือของพม่าอีกด้วย เป็นเมืองที่มีความวุ่นวายแต่ก็เปี่ยมด้วยเสน่ห์ดั้งเดิม หากมีเวลา สามารถเดินขึ้นมัณฑะเลย์ ฮิลล์จากทางเข้าทิศใต้และเก็บภาพอันงดงามตลอดเส้นทาง นอกจากการได้รับชมพระพุทธรูปและศาลเจ้ามากมายแล้ว ควรเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมในการเดินขึ้นบันไดอันสูงชันด้วย

 

พระราชวังมัณฑะเลย์ ครอบคลุมพื้นที่สี่ตารางกิโลเมตร ก่อสร้างขึ้นในปี 2400 โดยพระเจ้ามินดง (King Mindon) หลังจากก่อร่างสร้างเมืองหลวงที่มัณฑะเลย์ ถือเป็นพระราชวังสุดท้ายแห่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพม่า กษัตริย์องค์สุดท้ายที่พำนักในพระราชวังแห่งนื้คือพระเจ้าธีบอ (King Thibaw) โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พระราชวังส่วนใหญ่ถูกทำลายโดยเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตร มีเพียงกำแพงเมืองที่เหลือรอดมาได้เท่านั้น พระราชวังมัณฑะเลย์ได้รับการบูรณะด้วยวัสดุและเทคนิคสมัยใหม่ ถือเป็นสถานที่สำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของพม่าในยุคโบราณ

 

วัดกุโสดอ สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้ามินดง วัดกุโสดอมีชื่อเสียงในการเป็นสถานที่เก็บพระไตรปิฎกเล่มใหญ่ที่สุดในโลก จารึกลงบนหินอ่อน 729 แผ่น มี 1,458 หน้า แต่ละแผ่นมีความสูงถึง 6 ฟุต สลักจารึกพระไตรปิฎกพุทธศาสนานิกายเถรวาทด้วยทองคำทั้งสองด้าน แต่ทองคำและเพชรพลอยต่างๆ เกือบทั้งหมดถูกแกะออกไปในช่วงสงคราม วัดกุโสดอสะท้อนถึงทักษะ ความทุ่มเทและความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือในอดีต

 

สะพานไม้สัก อูเบ็ง ซึ่งมีความยาว 1.2 กิโลเมตรทอดข้ามทะเลสาบตองตะมานใกล้กับอมรปุระ เชื่อกันว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อสร้างขึ้นในปีพ.ศ.2393 ปัจจุบันยังเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับคนท้องถิ่นและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอีกด้วย เมื่อกาลเวลาล่วงเลยผ่านไป เสาไม้บางต้นจากจำนวนทั้งหมด 1,086 ต้นถูกแทนที่ด้วยคอนกรีต

 

ย่างกุ้ง ซึ่งมีความหมายว่า “หมดเภทภัย” เป็นเมืองหลวงเก่าของพม่า หลังจากรัฐบาลย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่กรุงเนปีดอเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2549 อย่างไรก็ตาม ย่างกุ้งยังคงเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจสูงสุดของพม่า เมืองย่างกุ้งสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 11 ในชื่อดะโก่ง เป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กล้อมรอบเจดีย์ชเวดากอง พระเจ้าอะลองพญาทรงยกทัพเข้าตีเมืองและตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “ย่างกุ้ง” ในปี 2298

 

พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่ทางตะวันตกของทะเลสาบกันดอจี มีอายุเก่าแก่ถึง 2,500 ปี เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุและเครื่องอัฐบริขารของพระพุทธเจ้า ถือเป็นศาสนสถานอันยิ่งใหญ่ที่สุดของพม่าที่หุ้มด้วยทองทั้งองค์ ประดับประดาด้วยเพชร 5,448 เม็ดและทับทิม 2,317 เม็ด ขณะที่ชั้นบนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่น้ำหนัก 76 กะรัต