PRESS TRIP : ขับ มาสด้า BT-50 PRO ลุยถิ่นพม่า

1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 Rating 5.00 (1 Vote)

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เชิญ MZ-THAILAND และผู้สื่อข่าวสายยานยนต์กว่า 30 คน ร่วมทดสอบรถปิกอัพ มาสด้า BT-50 PRO บนเส้นทาง เมืองย่างกุ้ง – เมืองหงสาวดี – พระธาตุอินทร์แขวน - เมืองเมียวดี ประเทศพม่า – แม่สอด ประเทศไทย ในรูปแบบคาราวาน รวมระยะเวลา 4 วัน 3 คืน บนระยะทาง กว่า 1,000 กิโลเมตร 

สำหรับรถปิกอัพมาสด้า BT-50 PRO ที่ใช้ในการขับขี่ในประเทศพม่า คือรุ่น ดับเบิ้ลแค๊ป 4 ประตู เครื่องยนต์ดีเซล Di-THUNDER PRO 2.2 ลิตร คอมมอนเรล ไดเรคอินเจคชั่น 4 สูบ 16 วาล์ว กำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้า (110kw) ที่ 3,700 รอบ แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบ ผ่านระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด โดยมีให้เลือกทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ

จุดเริ่มต้นของการทดสอบทริปนี้มีขึ้นที่เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า หรือเรียกว่า เมียนมาร์ เพื่อขับกลับเข้ากรุงเทพฯ โดยนอกจากจะได้ทดสอบสมรรถนะของรถปิกอัพมาสด้า BT-50 PRO แต่ยังได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ประเทศพม่า ที่มีความยาวนานและซับซ้อน มีประชาชนหลายเผ่าพันธุ์เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ขณะที่เมืองย่างกุ้งมีสถานที่น่าท่องเที่ยวที่สำคัญในเรื่องของศาสนา โดยเฉพาะพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองซึ่งตั้งอยู่ในเมืองนี้ นับว่าเป็นเจดีย์ที่ศักดิ์สิทธิ์และอยู่คู่บ้านคู่เมือง ยังเป็นศาสนสถานที่เก่าแก่ที่สุดของพม่า  ที่มีอายุกว่า 2,500 ปี  เป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุ 8 เส้นของพระพุทธเจ้า องค์พระเจดีย์สร้างด้วยทองคำหนัก 2 ตัน ประดับด้วยเพชร 5,548 เม็ด  และพลอย 2,217 เม็ด รวมถึงทับทิมขนาดเท่าไข่ไก่ บนยอดพระเจดีย์ 

เสร็จสิ้นจากการสักการบูชาพระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองแล้ว ก็เดินทางต่อไปที่เมืองหงสาวดี  โดยใช้ระยะทางในการเดินทางประมาณกว่า 100 กิโลเมตร ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง เนื่องจากสภาพถนนหนทางดี การจราจรไม่ติดขัด ทำให้ไปถึงที่หมายโดยเร็ว โดยเมืองหงสาวดีเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของมอญ และอดีตราชธานีของพระเจ้าบุเรงนอง มีพระธาตุมุเตา เป็นพระเจดีย์ในสมัยเดียวกันกับพระเจดีย์ชเวดากอง เป็นพระเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองหงสาวดี เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในหงสาวดี เป็นสัญลักษณ์แสดงความรุ่งเรืองของกรุงหงสาวดี ภายในบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า เป็นสถานที่ประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ก่อนออกศึกของบูรพกษัตริย์ ในสมัยโบราณกาล ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์มอญหรือพม่า รวมทั้งพระเจ้าบุเรงนองด้วย และเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและพระนางสุพรรณกัลยา ทรงประทับอยู่หงสาวดี ก็เคยเสด็จมานมัสการพระเจดีย์องค์นี้

ต่อจากนั้นก็เดินทางไปนมัสการ ณ จุดอธิษฐานศักดิ์สิทธิ์พระพุทธไสยาสน์ชเวตาเลียว ที่มีอายุเก่าแก่กว่าพันปี ค้นพบเมื่อชาวอังกฤษตอนสร้างทางรถไฟสายมัณฑเลย์ และกราบนมัสการพระพุทธรูปนอน ที่มีพุทธลักษณะ ที่สวยงามในแบบของมอญ เมื่อสักการะเป็นที่เรียบร้อยก็เดินทางกันต่อด้วยการไปนมัสการพระธาตุอินทร์แขวน (1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพม่า) พิสูจน์ความ มหัศจรรย์ว่าพระธาตุองค์นี้ตั้งอยู่ได้อย่างไร โดยไม่ล้มหรือหล่นลงมา โดยตำนานเล่าขานกันในสมัยพุทธกาลว่า ฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงมอบให้ไว้เป็นตัวแทนของพระ พุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ ส่วนฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม เมื่อเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขารเต็มที

เขาตั้งใจไว้ว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะ ของเขา ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยเสาะหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้ท้องมหาสมุทรและนำมาวางหรือแขวนไว้บน ภูเขาหิน บางตำนานก็เล่าว่า มีฤๅษีองค์หนึ่งซ่อนพระเกศาที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้นมาโปรดสัตว์ ในถ้ำไว้ในมวยผมมาเป็นเวลานาน เมื่อใกล้ถึงวาระที่จะต้องละสังขารจึงตัดสินใจมอบพระเกศาให้กับพระเจ้าติสสะ กษัตริย์ผู้ครองนครแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของลูกศิษย์ที่นำมาฝากให้ฤๅษีช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก แต่ก่อนอื่นพระเจ้าติสสะต้องหาก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายศีรษะของฤๅษี โดยมีพระอินทร์เป็นผู้ช่วยค้นหาจากใต้สมุทรนำมาวางไว้ที่หน้าผา

สรุปโดยรวมแล้วรถปิกอัพมาสด้า BT-50 PRO สามารถขับขี่ในเชิงท่องเที่ยวในประเทศพม่าได้อย่างสบาย แม้ว่าเส้นทางส่วนใหญ่ของการเดินทางในทริปนี้กว่า 70% มีพื้นผิวถนนที่เรียบไม่แพ้เมืองไทย แต่กว่า 20% ยังเป็นเส้นทางที่ยังอยู่ในช่วงของการปรับปรุงถนน โดยเฉพาะเส้นทางจากเมืองเมียวดี โดยเฉพาะเส้นทางข้ามภูเขาจากเมืองเมียวดีเพื่อเข้าสู่ด่านแม่สอด ประเทศไทยนั้น พื้นถนนยังเต็มไปด้วยหิน ทำให้การขับขี่เป็นไปด้วยความยากลำบากประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้การขับขี่ต้องเจออุปสรรคในเรื่องของการกระเด้งกระดอนของถนน

แต่ด้วยระบบช่วงล่างของรถปิกอัพมาสด้า BT-50 PRO ด้านหน้าเป็นแบบปีกนกอิสระ2 ชั้น ควบคุมด้วยคอยล์สปริง ส่วนด้านหลังเป็นคานแข็งพร้อมชุดแหนบ ส่งผลทำให้สามารถช่วยซับแรงกระแทกให้มีความนุ่มนวล ลดความแข็งกระด้างตามสไตล์ของรถปิกอัพทั่วไป ส่วนทางด้านพละกำลังของเครื่องยนต์ เพียงแค่ 2.2 ลิตร ก็สามารถขับขี่ขึ้นเขาแบบชันได้อย่างสบาย